กทม.ชี้แจงข่าวร้องเรียน ประจำวันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม 2562

เผยแพร่โดย : นิกรณ์ สมศรี | 19 ธันวาคม 2562 | จำนวนเข้าชม 20 ครั้ง

วางมาตรการรักษาความปลอดภัยในสวนสาธารณะ กทม. เพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชน
          นายชาตรี วัฒนเขจร ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม (สสล.) กทม. กล่าวว่า ตามที่มีผู้สนับสนุนการดำเนินโครงการ Green Bangkok 2030 ตั้งข้อเสนอแนะ ระบุการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุน แต่ต้องสร้างความปลอดภัยให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนควบคู่ไปด้วย เพราะบางพื้นที่เป็นจุดอับ เช่น บริเวณถนนวิภาวดีรังสิต ตรงสวนหย่อมใกล้ป้ายหยุดรถโดยสารประจำทางหน้าวัดเสมียนนารี ไฟฟ้าส่องสว่างไม่เพียงพอ ผู้ใช้เส้นทางที่เดินตัดสวนเพื่อไปป้ายหยุดรถโดยสารประจำทางต้องเพิ่มความระมัดระวัง นั้น สสล. ได้กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในสวนสาธารณะทุกแห่งของกรุงเทพฯ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่มาใช้บริการสวน โดยจัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำสวนกระจายตามจุดต่าง ๆ ตลอด 24 ชั่วโมง เช่น ประตูเข้าออกหรือจุดสุ่มเสี่ยง มีวิทยุสื่อสารประจำตัวเพื่อแจ้งเหตุอย่างทันท่วงที อีกทั้งมีเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (Automated External Defibrillator : AED) และจุดบริการยาสามัญประจำบ้านเพื่อปฐมพยาบาลในเบื้องต้น รวมถึงได้สำรวจตรวจสอบระบบไฟฟ้าส่องสว่างในสวนสาธารณะเป็นประจำ หากพบการชำรุดจะเร่งแก้ไขทันที ขณะเดียวกันได้กำหนดแผนงานดูแลบำรุงรักษาต้นไม้ ตัดแต่งต้นไม้ทุกประเภทตามหลักวิชาการและตามวัตถุประสงค์ของการตัดแต่งพืชชนิดนั้น ๆ แต่บางพื้นที่ที่ต้องมีร่มเงาของต้นไม้หนาแน่น สร้างความชุ่มชื้นเพื่อให้พืชเจริญเติบโตได้ เช่น บริเวณสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จะตัดแต่งตามความจำเป็นเพื่อรักษาความเป็นธรรมชาติให้คงไว้

          นายอาฤทธิ์ ศรีทอง ผู้อำนวยการเขตจตุจักร กทม. กล่าวว่า สำนักงานเขตฯ ได้กำหนดให้บริเวณสวนหย่อมวัดเสมียนนารี ริมถนนวิภาวดีรังสิต เป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงภัยจากทั้งหมด 15 จุด ของพื้นที่เขต ตามโครงการเฝ้าระวังและตรวจตราจุดเสี่ยงภัยเชิงบูรณาการ โดยเจ้าหน้าที่เทศกิจจะลงพื้นที่ตรวจตราทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ทั้งกลางวันและกลางคืน และรายงานผลการดำเนินการให้สำนักเทศกิจทราบทุกสิ้นเดือน ซึ่งจากการดำเนินโครงการฯ ยังไม่พบเหตุที่ก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

 

 

กทม.พร้อมป้องกันอันตรายจากฝุ่นละออง PM2.5 เกินมาตรฐาน
          นายชวินทร์ ศิรินาค ผู้อำนวยการสำนักอนามัย (สนอ.) กทม. เปิดเผยว่า จากข้อมูลแบบจำลองสภาพอากาศ (วาฟ-รอม) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ คาดการณ์สภาพอากาศหลังจากนี้จนถึงช่วงปลายปี 2562 กระแสลมหนาวจะอ่อนกำลังลง ทำให้มีการสะสมของฝุ่นละอองมากขึ้น อาจเกิดภาวะ “สม็อก” (smog) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันระหว่างฝุ่นควัน (smoke) และหมอก (Fog) นั้น ที่ผ่านมา สนอ. ได้เตรียมพร้อมป้องกันและระวังอันตรายจากภาวะฝุ่นละออง PM2.5 เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด โดยในสถานการณ์ที่มีค่าฝุ่นละอองอยู่ในระดับไม่เกิน 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. ทั้ง 68 แห่ง ได้ให้ความรู้ในการป้องกันและดูแลตนเองจากภัยหรืออันตรายที่เกิดจากฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน แก่ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงเฝ้าระวังติดตามเป็นพิเศษในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง เด็ก ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด และหญิงตั้งครรภ์ ส่วนในสถานการณ์ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานมากกว่า 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร บุคลากรของศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. และอาสาสมัครสาธารณสุข จะให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายที่เกิดจากฝุ่นละอองแก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยง และเมื่อค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก อยู่ในระดับ 50 - 75 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร จะออกหน่วยแพทย์และสาธารณสุขเคลื่อนที่ จัดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ รวมทั้งจะติดตามเยี่ยมผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงเมื่อค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก อยู่ในระดับ 76 - 100 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ติดต่อกัน 3 วัน ขณะเดียวกันได้จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์แจกจ่ายประชาชนที่มาใช้บริการศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. ตลอดจนจัดกิจกรรมให้ความรู้และสุขศึกษาในการป้องกันตนเองจากฝุ่นละออง PM2.5 ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ


          นายชาตรี วัฒนเขจร ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม (สสล.) กทม. กล่าวว่า สสล. ได้ดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ด้วยการรณรงค์ให้หน่วยงานในสังกัด กทม. ร่วมลดมลพิษ โดยกำชับพนักงานขับรถดับเครื่องยนต์ทุกครั้งเมื่อจอดรถรับ-ส่ง รวมถึงโรงเรียนในสังกัด กทม. และอาคารสำนักงานเขตฉีดพ่นละอองน้ำบนอาคารอย่างต่อเนื่องทุกวันในช่วงวิกฤต ตลอดจนประชาสัมพันธ์สร้างการมีส่วนร่วม ทั้งผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ผู้ค้าอาหารปิ้งย่าง ผู้ประกอบการโรงงานซีเมนต์ และประชาชนผู้มาติดต่อราชการในการลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นละออง PM2.5 นอกจากนั้น ยังได้รายงานข้อมูลคุณภาพอากาศ พร้อมให้คำแนะนำประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันตนเองจากฝุ่นละออง PM2.5 ผ่านเว็บไซต์ www.bangkokairquality.com Facebook : กองจัดการอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร และแอปพลิเคชัน “กทม. Connect” อย่างต่อเนื่อง

 

 

ชี้แจงการอนุญาตก่อสร้างสะพานข้ามคลองมหาสวัสดิ์ในซอยชัยพฤกษ์ 33 แยก 4 เขตตลิ่งชัน
          นายไทวุฒิ ขันแก้ว รองผู้อำนวยการสำนักการโยธา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักการโยธา (สนย.) กทม. กล่าวกรณีประชาชนในชุมชนชุมชนชัยพฤกษ์มาลา ขอให้ตรวจสอบการอนุญาตก่อสร้างสะพานข้ามคลองมหาสวัสดิ์ ในซอยชัยพฤกษ์ 33 แยก 4 เขตตลิ่งชัน โดยระบุรูปแบบทางขึ้นลงสะพานอาจไม่ปลอดภัยและทำให้เกิดอุบัติเหตุ รวมทั้งความสูงของสะพานอาจกระทบต่อการเดินเรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่ว่า การก่อสร้างสะพานข้ามคลองมหาสวัสดิ์ ในซอยชัยพฤกษ์ 33 แยก 4 เขตตลิ่งชัน เป็นโครงการที่ดำเนินการโดย บริษัท เอเชียน พร็อพเพอร์ตี้ (กรุงเทพ) จำกัด เชื่อมระหว่างเขตจังหวัดนนทบุรีและเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โดยแบ่งพื้นที่การปกครองบริเวณกึ่งกลางคลองมหาสวัสดิ์ ซึ่งในฝั่งจังหวัดนนทบุรี ได้มีการอนุญาตให้ก่อสร้างโดยองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มหาสวัสดิ์ และกรุงเทพมหานคร ได้ออกใบอนุญาตก่อสร้าง ซึ่งตามแบบที่ได้รับอนุญาตสะพานมีความสูงที่ระดับใต้ท้องสะพาน +4.250 ม.(ร.ท.ก.) เป็นไปตามที่กรมเจ้าท่าและกรมชลประทานให้ความเห็นชอบ ต่อมากลุ่มสมาคมเรือไทยร้องเรียนเรื่องความสูงของสะพาน จึงได้จัดประชุมร่วมกันระหว่างกรุงเทพมหานคร อบต.มหาสวัสดิ์ กรมเจ้าท่า กรมชลประทาน และกลุ่มสมาคมเรือไทย โดยได้ข้อสรุปให้ยกสะพานสูงขึ้นเป็นระดับ +4.65 ม. (ร.ท.ก.) ซึ่ง บริษัท เอเชียน พร็อพเพอร์ตี้ (กรุงเทพ) จำกัด ได้ยื่นขออนุญาตดัดแปลงมาแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณา ขณะเดียวกันได้ตรวจสอบแล้ว เห็นว่าการขออนุญาตก่อสร้างสะพานดังกล่าว ไม่เข้าข่ายที่จะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

         นายชูชาติ สุวรรณนที ผู้อำนวยการเขตตลิ่งชัน กทม. กล่าวว่า สำนักงานเขตฯ ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามและตรวจสอบการก่อสร้างสะพานข้ามคลองมหาสวัสดิ์ ในซอยชัยพฤกษ์ 33 แยก 4 ซึ่งหากมีการก่อสร้างผิดจากแบบที่ได้รับอนุญาต สำนักงานเขตฯ จึงจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

 

เขตพระโขนงเร่งติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างซอยสุขุมวิท 64/2 - กำชับเทศกิจตรวจตราพื้นที่สม่ำเสมอ
         นางสาววรุณลักษม์ พลหาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตพระโขนง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการเขตพระโขนง กทม. กล่าวกรณีประชาชนร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน ระบุภายในซอยสุขุมวิท 64/2 เขตพระโขนง ไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง เกรงจะกลายเป็นจุดเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมว่า ได้มอบหมายให้ฝ่ายโยธาลงพื้นที่ตรวจสอบ พบซอยสุขุมวิท 64/2 บริเวณทางเข้าโรงเรียนศรีวัฒนา ได้โอนเป็นทางสาธารณะ โดยมีเอกชนเป็นผู้ดำเนินการติดตั้งไฟทาง ทำให้รูปแบบหลอดไฟและดวงโคมในซอยดังกล่าว ไม่ตรงกับของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ส่งผลให้เมื่อหลอดไฟทางชำรุด จึงไม่สามารถเปลี่ยนอุปกรณ์ได้ทันที อย่างไรก็ตาม สำนักงานเขตฯ ได้ทำหนังสือประสาน กฟน. เขตบางนา เพื่อขอให้ติดตั้งไฟสาธารณะ ซึ่งต้องพาดสายติดตั้ง Relay กิ่งโคม และตั้งโคมไฟใหม่ทั้งหมด ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดสรรงบประมาณดำเนินการให้ กฟน. ทั้งนี้ได้กำชับให้ชุดสายตรวจเทศกิจ ลงพื้นที่ตรวจตราดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่ดังกล่าวช่วงยามวิกาลอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชน