กทม.ชี้แจงข่าวร้องเรียน ประจำวันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2563

เผยแพร่โดย : นิกรณ์ สมศรี | 6 มกราคม 2563 | จำนวนเข้าชม 17 ครั้ง

พัฒนาระบบสารสนเทศรองรับการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
          นายธรรมรัตน์ มุกมีค่า ผู้อำนวยการสำนักการคลัง กทม. เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมรองรับการบูรณาการความร่วมมือและการเชื่อมโยงข้อมูลในการจัดเก็บภาษี เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้ชำระภาษีว่า กทม. ได้เตรียมอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้ชำระภาษี โดยกำหนดช่องทางการชำระภาษีไว้ ดังนี้ 1) ชำระที่สำนักงานเขตที่ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นตั้งอยู่ โดยกรณีที่มีความจำเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อาจกำหนด ให้ใช้สถานที่อื่นภายในเขตกรุงเทพมหานครเป็นสถานที่สำหรับชำระภาษีได้ตามที่เห็นสมควร 2) ให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐรับชำระภาษีแทนโดยต้องทำความตกลงและให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐนั้นหักค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของภาษีที่รับชำระไว้แทน ตามกฎกระทรวงกำหนดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บภาษีแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2562 3) ชำระทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ โดยส่งธนาณัติ ตั๋วแลกเงินไปรษณีย์ เช็คธนาคารหรือเช็คที่ธนาคารรับรอง สั่งจ่ายให้แก่ กทม. และ 4) ชำระผ่านธนาคารหรือนิติบุคคลที่ทำบันทึกข้อตกลงกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ กทม. ในการจัดทำระบบการรับชำระภาษีผ่านธนาคารหรือการให้บริการของนิติบุคคลนั้น ๆ บนระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ของ กทม. (ระบบ e-LAAS) ทั้งนี้ การชำระภาษีประจำปี 2563 ผู้เสียภาษีสามารถติดต่อขอชำระค่าภาษี ณ สำนักงานเขตที่ได้แจ้งบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง อีกทั้งขณะนี้ กทม. อยู่ระหว่างพัฒนาระบบสารสนเทศการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อรองรับการชำระค่าภาษีต่างสำนักงานเขต โดยหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย เพื่อประสานความร่วมมือในการเชื่อมโยงข้อมูลที่จำเป็นต่อการประเมินภาษีระหว่างส่วนราชการ เช่น ข้อมูลโฉนดที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ข้อมูลอาคารชุด ราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงราคาประเมินทุนทรัพย์ของอาคารชุด เป็นต้น

 

 

แนวทางเฝ้าระวังโรคติดต่อ - ยกระดับมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด
         นายสุขสันต์ กิตติศุภกร ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ (สนพ.) กทม. กล่าวว่า ตามที่สื่อมวลชนเสนอข่าวโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในปี 2563 ระบุประเทศไทยยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังโรคใน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 โรคติดต่ออันตราย กลุ่มที่ 2 โรคติดต่อที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ และกลุ่มที่ 3 โรคจากเชื้อไวรัสไม่ทราบชื่อที่เสี่ยงจะเกิดการติดต่อจากสัตว์สู่คน นั้น ที่ผ่านมา สนพ. ได้ติดตามสถานการณ์โรคติดต่อและภัยสุขภาพในกลุ่มโรคทั้งสามกลุ่มจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกำชับโรงพยาบาลในสังกัดทุกแห่งรายงานผู้ป่วยโรคติดต่อทั้ง 3 กลุ่ม มายังสำนักงานพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์ เพื่อประเมินสถานการณ์ และประกาศแจ้งเตือนไปยังโรงพยาบาลในสังกัดเพื่อเตรียมความพร้อมยกระดับมาตรการเฝ้าระวังโรคและควบคุมการแพร่ระบาด ขณะเดียวกันได้จัดกิจกรรมให้ความรู้การป้องกันตนเองจากโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังแก่ประชาชนที่มารับบริการและประชาชนในพื้นที่โดยรอบโรงพยาบาล ตลอดจนจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ออนไลน์ ผ่าน Facebook Fanpage สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ความรู้เรื่องโรคติดต่อ นอกจากนี้ ได้เปิดบริการ “สายด่วนสุขภาพสำนักการแพทย์” โทร. 1646 ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้คำปรึกษาสุขภาพ

         นายชวินทร์ ศิรินาค ผู้อำนวยการสำนักอนามัย (สนอ.) กทม. กล่าวว่า สนอ. มีแนวทางการเฝ้าระวังโรคในแต่ละกลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 โรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรคติดต่อ พ.ศ.2558 โดยติดตามสถานการณ์ของโรคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ ประเมินความเสี่ยง และจัดระดับความรุนแรงของสถานการณ์ จากนั้นจะนำข้อมูลรายงานผู้บริหาร กทม. เพื่อพิจารณาเปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน Emergency Operation Center รวมทั้งจัดทำหนังสือแจ้งเตือนหน่วยงานและเครือข่าย ขณะเดียวกันจะดำเนินการเฝ้าระวังและควบคุมโรคตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 หมวด 5 การเฝ้าระวังโรคติดต่อ และหมวด 6 การป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ สำหรับกลุ่มที่ 2 โรคติดต่อที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ จะดำเนินการเฝ้าระวังตามระบบรายงาน 506 มีการวิเคราะห์สถานการณ์ ประเมินความเสี่ยง จัดระดับความรุนแรงของสถานการณ์ และทำหนังสือแจ้งเตือนหน่วยงานและเครือข่าย พร้อมทั้งรายงานให้ผู้บริหาร กทม. ทราบ เพื่อพิจารณาเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน และกลุ่มที่ 3 โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (เชื้อไวรัส 600 ชนิดที่ไม่ทราบชื่อ) มีการประสานงานหน่วยงานข้อมูลการติดเชื้อจากสัตว์สู่คน ติดตามวิเคราะห์สถานการณ์ ประเมินความเสี่ยง และจัดระดับความรุนแรงของสถานการณ์ ก่อนทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานและเครือข่าย รวมถึงรายงานผู้บริหาร กทม. เพื่อพิจารณาเปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินต่อไป

 

 

ประสานการไฟฟ้านครหลวงร่วมแก้ปัญหาไฟฟ้าส่องสว่างชำรุด
            นายไทวุฒิ ขันแก้ว ผู้อำนวยการสำนักการโยธา (สนย.) กทม. เปิดเผยกรณีสื่อออนไลน์โพสต์ภาพและข้อความ ระบุบริเวณถนนราชดำเนิน ไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง ทำให้ทางเท้าและป้ายหยุดรถโดยสารประจำทางมืดมาก รวมถึงปัญหาไฟฟ้าส่องสว่างชำรุดในพื้นที่ช่องนนทรี ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขว่า สนย. ได้จัดเจ้าหน้าที่ พร้อมประสานการไฟฟ้านครหลวง สาขาวัดเลียบราษฎร์บำรุง ลงพื้นที่ตรวจสอบไฟฟ้าส่องสว่างบริเวณถนนราชดำเนิน ซึ่งจากการตรวจสอบ พบเอเรียลฟิวส์แหล่งจ่ายไฟฟ้าบริเวณถนนเยาวราชเกิดการเผาไหม้ ทำให้การจ่ายกระแสไฟฟ้ามายังถนนราชดำเนินมีปัญหา การไฟฟ้านครหลวง จึงเปลี่ยนฟิวส์ดังกล่าว เพื่อแก้ไขปัญหาไฟฟ้าส่องสว่างดับ จากนั้น สนย. ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหลังการซ่อมแซม พบไฟฟ้าส่องสว่างบริเวณถนนราชดำเนินสามารถใช้งานได้ตามปกติแล้ว
ผู้อำนวยการสำนักการโยธา กล่าวต่ออีกว่า ส่วนกรณีไฟฟ้าส่องสว่างดับในพื้นที่ช่องนนทรี เกิดจากระบบไฟฟ้าเสียหาย ซึ่ง สนย. ได้ประสานการไฟฟ้านครหลวงดำเนินการตรวจสอบระบบแล้ว ขณะเดียวกันยังมีแผนการซ่อมบำรุงไฟฟ้าสาธารณะทั้งบริเวณทางเท้าและในแนวถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สนย. โดยตรวจสอบและดูแลบำรุงรักษาตลอดเส้นทางเป็นประจำตามวงรอบทุก 15 วัน หากพบไฟฟ้าดับจากหลอดไฟหรืออุปกรณ์ชำรุด จะจัดเจ้าหน้าที่เข้าจัดซ่อม กรณีระบบไฟฟ้าเสียหาย สนย. จะแจ้งการไฟฟ้านครหลวงเพื่อตรวจสอบ ก่อนดำเนินการจัดซ่อมต่อไป

            ด้าน นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการเขตพระนคร กทม. กล่าวว่า สำนักงานเขตพระนคร ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่เทศกิจลงพื้นที่ตรวจตราดูแลความเรียบร้อย เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างต่อเนื่อง