กทม.ชี้แจงข่าวร้องเรียน ประจำวันพุธที่ 28 สิงหาคม 2562

เผยแพร่โดย : วิทยา บาริศรี | 28 สิงหาคม 2562 | จำนวนเข้าชม 41 ครั้ง

เตรียมนำร่องติดตั้ง CCTV จับปรับผู้ฝ่าฝืนขับขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้า
          นายจิรวัฒน์ แพงมา ผู้อำนวยการสำนักเทศกิจ กทม. กล่าวกรณี กทม. เพิ่มค่าปรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้ากรณีกระทำผิดซ้ำ เป็น 3,000 บาทว่า สำนักเทศกิจ ได้จัดทำระบบเพื่อบันทึกข้อมูลของผู้กระทำความผิดไว้ เมื่อผู้กระทำความผิดได้กระทำความผิดซ้ำ ระบบจะแจ้งให้ทราบ ซึ่งในการเพิ่มค่าปรับจะพิจารณาจากประวัติการกระทำความผิดเป็นราย ๆ นอกจากนี้ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เทศกิจ ทั้ง 50 สำนักงานเขต กวดขันผู้ฝ่าฝืนขับขี่หรือจอดรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์บนทางเท้าอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยตั้งจุดจับปรับผู้ที่ฝ่าฝืน จากเดิม 115 จุด เพิ่มเป็น 233 จุด ทั้งเช้าและเย็น ให้ครอบคลุมในทุกถนนของเขต รวมทั้งมีนโยบายที่จะติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ในถนนที่มีการกระทำความผิดจอดหรือขับขี่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์บนทางเท้าจำนวนมาก โดยนำร่อง 2 ถนน คือ ถนนสุขุมวิท และถนนพหลโยธิน และบางจุดที่มีกล้อง CCTV อยู่แล้ว จะปรับมุมกล้องให้จับภาพบนทางเท้าเป็นบางส่วน โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และปัญหา อีกทั้งขณะนี้สำนักเทศกิจได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบกและกองบัญชาการตำรวจนครบาลในการวางมาตรการพักใช้ใบอนุญาตและเพิกถอนใบอนุญาตกับผู้ที่กระทำผิดซ้ำ รวมถึงรณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมและการเคารพกฎหมาย
          ด้าน นายพานุรักษ์ กลั่นนุรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กทม. กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตั้งกล้อง CCTV ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับสำนักเทศกิจ ในการพิจารณาติดตั้งกล้อง CCTV เพื่อจับปรับผู้ฝ่าฝืนขับขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้าในจุดที่มีผู้ฝ่าฝืนมากตามลำดับ พร้อมทั้งศึกษาระบบที่มีความเหมาะสม เพื่อขอจัดสรรงบประมาณประจำปี 2563 ในการติดตั้งกล้อง CCTV ต่อไป

 

เร่งตรวจสอบ - แก้ปัญหาความเดือดร้อนจากการก่อสร้างอาคารสูงในซอยสุขุมวิท 59
          นายชาตรี วัฒนเขจร ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. กล่าวกรณีมีผู้ร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากการก่อสร้างอาคารชุดบริเวณปากซอยสุขุมวิท 59 เขตวัฒนา ทั้งที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในขั้นตอนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จนเสร็จสมบูรณ์ แต่เมื่อโครงการก่อสร้าง กลับไม่ปฏิบัติตาม EIA อย่างเคร่งครัด จนส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวว่า สำนักสิ่งแวดล้อม มีแนวทางการดำเนินการตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงผลกระทบเรื่องเสียงและฝุ่นละอองจากโครงการก่อสร้าง เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2561 กำหนดให้หน่วยงานอนุญาตก่อสร้างนำมาตรการที่กำหนดไว้ใน EIA ไปกำหนดเป็นเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตด้วย โดยได้ดำเนินการ ดังนี้ 1) ประสานแจ้งสำนักการโยธาและสำนักงานเขตให้เข้มงวดในการกำกับดูแลการปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด 2) แต่งตั้งคณะทำงานติดตามตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารให้เป็นไปตามมาตรการควบคุมฝุ่นละอองและเสียงใน EIA ในพื้นที่กรุงเทพฯ และลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารในพื้นที่กรุงเทพฯ ให้ปฏิบัติตามมาตรการด้านฝุ่นละอองและเสียง หากพบว่าปฏิบัติไม่ครบถ้วนหรือไม่มีประสิทธิภาพจะแจ้งให้ปรับปรุงแก้ไขและรายงานผลมายังสำนักสิ่งแวดล้อม สำนักการโยธา และสำนักงานเขต
          สำหรับกรณีการควบคุมโครงการก่อสร้างอาคารชุดดังกล่าว ให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้ใน EIA สำนักสิ่งแวดล้อมได้ประสานสำนักการโยธาและสำนักงานเขตวัฒนา เพื่อให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ ในปี 2563 จะขยายผลการติดตามตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารให้ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ใน EIA โดยครอบคลุมโครงการก่อสร้างที่ได้รับความเห็นชอบรายงาน EIA ให้มากขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองและป้องกันปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอันเนื่องจากผลกระทบจากการก่อสร้างในพื้นที่กรุงเทพฯ ต่อไป
          ด้าน นายสุชัย สกุลรุ่งเรืองชัย ผู้อำนวยการเขตวัฒนา กทม. กล่าวว่า ที่ผ่านมา สำนักงานเขตฯ ได้จัดเจ้าหน้าที่ฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล ตรวจสอบสถานที่ก่อสร้างและตรวจวัดระดับเสียงโครงการดังกล่าว พบว่าระดับเสียงมีค่ารบกวนเท่ากับ 148 เดซิเบลเอ ซึ่งเกินค่ามาตรฐานกำหนดตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เรื่อง ค่าระดับเสียงรบกวน สำนักงานเขตฯ จึงออกคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้บริษัทเอเอช - เอสพีวี 3 จำกัด เจ้าของโครงการ แก้ไขเพื่อระงับเหตุรำคาญภายใน 30 วัน จากนั้นได้ตรวจติดตามผล พบว่าโครงการฯ ยังไม่มีมาตรการป้องกันเหตุรำคาญจากการก่อสร้าง ถือว่าบริษัทฯ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นภายในระยะเวลาที่กำหนด จึงมอบหมายให้ฝ่ายเทศกิจดำเนินคดีกับบริษัทเอเอช – เอสพีวี 3 จำกัด ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินคดี นอกจากนี้ สำนักงานเขตฯ ได้จัดเจ้าหน้าที่ฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล ตรวจสอบติดตามผล เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2562 พบว่า โครงการฯ ดำเนินการก่อสร้างตามปกติและเลิกงานเวลาไม่เกิน 18.00 น. ตามเงื่อนไขที่กำหนดใน EIA ซึ่งกำหนดให้มีค่าระดับเสียงสูงสุด ไม่เกิน 115 เดซิเบลเอ และค่าระดับเสียงเฉลี่ย ๒๔ ชั่วโมง ไม่เกิน 70 เดซิเบลเอ ซึ่งไม่เกินมาตรฐานกำหนด อย่างไรก็ตาม สำนักงานเขตฯ จะเร่งรัดดำเนินการตรวจสอบโครงการก่อสร้างดังกล่าวให้ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ใน EIA อย่างเคร่งครัดต่อไป

 

ดึงเอกชนร่วมลงทุน เพิ่มความสะดวกในการใช้บริการรถไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
          นายพานุรักษ์ กลั่นนุรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กทม. กล่าวกรณีคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้าบีทีเอส สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.วิสามัญฯ) ไม่เห็นด้วยที่จะให้ กทม. ขยายสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวเส้นหลักที่จะสิ้นสุดสัญญาในปี 2572 ออกไปอีก โดย กทม. ควรเข้ามารับผิดชอบในส่วนที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯ เพื่อให้มีค่าโดยสารถูกลงว่า กทม. มีภาระค่าใช้จ่ายในการลงทุนส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว ทั้ง 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงแบริ่ง - สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต - สะพานใหม่ - คูคต ทั้งค่างานโครงสร้างพื้นฐาน ค่าจัดกรรมสิทธิ์ ระบบไฟฟ้าเครื่องกล งานระบบเดินรถ รวมทั้งงานจ้างเดินรถในส่วนต่อขยายที่ก่อสร้างเสร็จและเปิดให้บริการเดินรถแล้ว ประกอบกับเพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการใช้บริการอย่างต่อเนื่องและมีการกำหนดค่าโดยสารแบบโครงสร้างเดียวกัน ไม่มีค่าแรกเข้าในแต่ละส่วน จึงมีความจำเป็น ต้องหาเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของ กทม.