ยกสายไหมพื้นที่ต้นแบบในการพัฒนาคลองลาดพร้าว นำร่องตอกเสาเข็มแล้วเสร็จในเดือนธ.ค.นี้

เผยแพร่โดย : นิกรณ์ สมศรี | 4 พฤศจิกายน 2561 | จำนวนเข้าชม 175 ครั้ง

 

           (4 พ.ย.61) เวลา 09.30 น. นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ติดตามโครงการก่อสร้างเขื่อนค.ส.ล.คลองลาดพร้าว บริเวณท่าเรือชั่วคราววัดบางบัว ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ยุทธศาสตร์ “มหานครปลอดภัย” เพื่อให้ประชาชนกรุงเทพมหานครได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีปลอดมลพิษ มีมาตรการบริหารจัดการน้ำเสียอย่างเหมาะสม ปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สำนักการระบายน้ำ สำนักงานเขตในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่

            รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า โครงการก่อสร้างเขื่อนค.ส.ล.คลองลาดพร้าว เป็นโครงการสำคัญของรัฐบาลในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีความยาว 2 ฝั่งคลอง รวมทั้งสิ้น 45.3 กม. ครอบคลุมพื้นที่ 8 สำนักงานเขต ได้แก่ เขตวังทองหลาง ห้วยขวาง ลาดพร้าว จตุจักร บางเขน หลักสี่ ดอนเมือง และสายไหม สำหรับพื้นที่โครงการก่อสร้างที่ส่งมอบแล้ว ความยาว 23,086 ม. ส่วนพื้นที่โครงการก่อสร้างที่ยังไม่ได้ส่งมอบ ความยาว 22,214 ม. ปัจจุบันสามารถดำเนินการตอกเสาเข็มได้ 25,805 ต้น จากทั้งหมด 60,000 ต้น คิดเป็นผลงานเฉพาะตอกเสาเข็ม 42.59% ความยาวเขื่อนที่ตอกเสาเข็มได้ 19,524 ม. ผลงานทั้งโครงการทำได้ 36.17% ส่วนแผนงานโดยรวมทั้งโครงการ 88% ทั้งนี้โครงการก่อสร้างเขื่อนค.ส.ล.คลองลาดพร้าว มีบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ในแนวพื้นที่โครงการก่อสร้างเขื่อนทั้งหมด 3,761 หลัง โดยยินยอมเข้าร่วมโครงการ 3,350 หลัง ไม่ยินยอมเข้าร่วมโครงการ 411 หลัง ปัจจุบันสามารถดำเนินการรื้อย้ายบ้านได้แล้ว 1,564 หลัง ยังไม่ได้รื้อย้ายอีก 1,786 หลัง ทั้งนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานเขตในพื้นที่โครงการก่อสร้างเขื่อนค.ส.ล.คลองลาดพร้าว ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับประชาชนให้เห็นถึงความสำคัญของส่วนรวมและประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการดังกล่าว เมื่อโครงการก่อสร้างเขื่อนค.ส.ล.คลองลาดพร้าวแล้วเสร็จ จะเพิ่มพื้นที่ในการรองรับน้ำได้มากขึ้น ซึ่งจากเดิมคลองลาดพร้าวมีความกว้างประมาณ 20-25 ม. จะมีความกว้างมากขึ้นเฉลี่ยแล้วประมาณ 35 ม. ส่วนระดับความลึกเดิมประมาณ -1 ม.รทก. จะขุดลอกคลองให้ได้ระดับความลึกประมาณ -3 ม.รทก. โดยสามารถรองรับปริมาณน้ำได้มากขึ้นจากเดิม 0.4 ล้านลบ.ม. เป็น 1.645 ล้านลบ.ม. เพิ่มอัตราการไหลของน้ำได้เร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่า เป็น 3.5 ลบ.ม./วินาที สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

           รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการลงพื้นที่ติดตามโครงการก่อสร้างเขื่อนค.ส.ล.คลองลาดพร้าว ทั้งหมด 8 สำนักงานเขต พบว่าในพื้นที่เขตสายไหมมีบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ในแนวพื้นที่โครงการทั้งหมด 10 ชุมชน จำนวน 762 หลัง ซึ่งประชาชนในชุมชนได้ให้ความร่วมมือในการรื้อย้ายบ้านเรือนออกไปเกือบหมดแล้ว สำหรับพื้นที่เขตสายไหมทั้ง 2 ฝั่งคลองรวมกันมีความยาวประมาณ 7,370 ม. สามารถตอกเสาเข็มได้แล้วความยาว 7,270 ม. ผลงานทำได้ 98% คงเหลือความยาวอีก 100 ม. เนื่องจากติดปัญหาการรื้อย้ายบ้านรุกล้ำริมคลอง ทั้งนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานเขตสายไหมลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับประชาชนที่บ้านรุกล้ำให้เห็นถึงความสำคัญของโครงการดังกล่าว พร้อมทั้งมอบหมายให้สำนักการระบายน้ำติดตามความคืบหน้าของโครงการอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ได้กำชับผู้รับจ้างให้เร่งดำเนินการตอกเสาเข็มในพื้นที่ก่อสร้างที่ได้ส่งมอบและบริเวณที่รื้อย้ายบ้านรุกล้ำออกไปแล้ว รวมทั้งบริเวณพื้นที่ที่ไม่มีปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน และการเพิ่มจำนวนคนงานให้มากขึ้น ซึ่งการทำงานจะแบ่งเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ การตอกเสาเข็ม การกดแผงกันดิน การทำคานทางเดิน การติดตั้งราวกันตก และการขุดลอกคลอง คาดว่าโครงการก่อสร้างเขื่อนค.ส.ล. คลองลาดพร้าวในพื้นที่เขตสายไหมจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธ.ค.61 โดยจะเป็นพื้นที่นำร่องต้นแบบในการพัฒนาคลองลาดพร้าวแก่สำนักงานเขตอื่นๆต่อไป

           “อย่างไรก็ตามวัตถุประสงค์ในการก่อสร้างเขื่อนค.ส.ล.คลองลาดพร้าวนั้น ไม่ใช่เพื่อการป้องกันน้ำท่วมและการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียเพียงอย่างเดียว แต่วัตถุประสงค์ที่สำคัญของรัฐบาล เพื่อต้องการให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมคลองลาดพร้าว ได้มีบ้านเรือนที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งผลให้สภาพแวดล้อมรอบตัวดีขึ้น ปราศจากมลพิษน้ำเน่าเสีย ซึ่งจะเกิดประโยชน์แก่ประชาชนโดยส่วนรวมอย่างแท้จริง” รองผู้ว่าฯ กทม.กล่าวในตอนท้าย


----- (จิรัฐคม...สปส.รายงาน)

 

อัลบั้มภาพ