สภากทม.ห่วงใยปัญหาภัยแล้งและฝุ่นละออง ยื่นญัตติให้ฝ่ายบริหารเร่งลดผลกระทบต่อชาวกรุงเทพฯ

เผยแพร่โดย : นิกรณ์ สมศรี | 22 มกราคม 2563 | จำนวนเข้าชม 86 ครั้ง

          (22 ม.ค.63) เวลา 10.00 น. นายกิตติ บุศยพลากร รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 3) ประจำปีพุทธศักราช 2563 โดยมี สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา กทม.2 ดินแดง

          นายภาส ภาสสัทธา เสนอญัตติขอให้กรุงเทพมหานครเร่งรัดกำหนดมาตรการควบคุมการใช้น้ำในเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากในปี 2563 ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือกับวิกฤตภัยแล้งที่คาดว่าจะมีความรุนแรงมากเป็นอันดับสองในรอบ 40 ปี นับตั้งแต่ปี 2522 ทั้งนี้กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าประเทศไทยต้องเผชิญฝนแล้งยาวนานจนถึงเดือนมิถุนายน โดยคาดว่าปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าปกติ ในพื้นที่แล้งซ้ำซาก ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ตอนบน ซึ่งปัจจุบันความต้องการใช้น้ำของประชาชนมีมาก โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลวันสงกราน์ที่ประชาชนในกรุงเทพฯ เล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนาน ขณะที่ในพื้นที่ต่างจังหวัดมีความแห้งแล้ง ประชาชนควรที่จะต้องให้ความร่วมมือในการประหยัดน้ำในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ เพื่อเป็นการช่วยป้องกันและบรรเทาปัญหาภัยแล้ง จึงขอให้กรุงเทพมหานครเร่งรัดกำหนดมาตรการควบคุมการใช้น้ำในเทศกาลสงกรานต์ ให้มีการใช้น้ำอย่างสร้างสรรค์ และไม่เบียดเบียนทรัพยากรธรรมชาติ และขอความร่วมมือประชาชนสืบสานคุณค่าและสิ่งที่ควรทำของประเพณีไทย เช่น ทำบุญ ตักบาตร ปฏิบัติธรรม ฟังเทศน์ สรงน้ำพระ รดน้ำขอพรผู้ใหญ่ เล่นน้ำอย่างพองาม ใช้น้ำอย่างคุ้มค่า เพื่อสร้างจิตสำนึกในการลดการใช้น้ำ และกำหนดพื้นที่และเวลาการเล่นน้ำสงกรานต์

          นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ขอขอบคุณในความห่วงใยของสภากรุงเทพมหานครที่มีต่อปัญหาภัยแล้งซึ่งขณะนี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร สำหรับการจัดงานสงกรานต์ของกรุงเทพมหานครในปีนี้จะลดระดับการจัดงานลงเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยกำหนดจัดงานในพื้นที่หลัก 2 แห่ง คือ ลานคนเมือง กำหนดจัดระหว่างวันที่ 12-14 เม.ย.63 และพื้นที่ฝั่งธนบุรี ถนนอรุณอัมรินทร์ กำหนดจัดระหว่างวันที่ 13-15 เม.ย.63 โดยกิจกรรมหลัก ประกอบด้วย พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ กิจกรรมสรงน้ำพระ และการรดน้ำผู้สูงอายุ โดยเน้นกิจกรรมตามวัฒนธรรมประเพณี ไม่มีการเล่นน้ำ นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครได้ออกมาตรการขอความร่วมมือหน่วยงานทุกแห่ง เร่งรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชน โดยใช้หลัก 5 ป. คือ ประหยัดน้ำ ปลอดแป้ง ปลอดโป๊ ปลอดแอลกอฮอล์ ปลอดปืนฉีดน้ำแรงดันสูง

           จากนั้น นายชยาวุธ ศิริยุทธ์วัฒนา ได้เสนอญัตติขอให้กรุงเทพมหานครแก้ไขปัญหามลภาวะฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่เขตกรุงเทพฯและปริมณฑลกว่าร้อยละ 90 เริ่มกลับมาอยู่ในเกณฑ์วิกฤตอีกครั้ง หลังพบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ “เริ่มมีผลต่อสุขภาพ” ถึง “มีผลต่อสุขภาพ” ส่วนสาเหตุของฝุ่นเกิดจากสภาพการจราจรหนาแน่น ส่งผลให้ฝุ่นละอองสะสมในหลายพื้นที่ ประกอบกับสภาพอากาศมีลมสงบหรือลมอ่อน ทำให้ฝุ่นละอองสะสมและลอยตัวอยู่ในชั้นอากาศเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษได้กำชับว่าขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวควรเฝ้าระวังสุขภาพและหากต้องออกไปทำธุระหรือกิจกรรมกลางแจ้งก็ควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันฝุ่นละออง อย่างไรก็ดี คณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษและควบคุมฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพมหานครได้ติดตามสถานการณ์ปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง พบว่า การดำเนินงานในเรื่องการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ของกรุงเทพมหานครยังขาดการบูรณาการในการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักและสำนักงานเขต โดยในช่วงที่สถานการณ์ฝุ่นละอองมีความรุนแรง เห็นควรให้บริหารตั้งคณะทำงานกลุ่มเขตเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และให้มีหน่วยงานหลักรับผิดชอบในแต่ละกลุ่มเขต รวมทั้งมีคู่มือในการปฏิบัติงานที่ชัดเจน เพื่อการดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ส่งเสริมศักยภาพโรงเรียนขนาดเล็ก เน้นเพิ่มการเรียนรู้วิชาชีพ

          นางสาวดวงพร รุจิเรข เสนอญัตติขอให้กรุงเทพมหานครพัฒนาคุณภาพโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครที่มีจำนวนนักเรียนต่ำกว่า 100 คน ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 34 แห่ง ทั้งนี้ สืบเนื่องจากแนวโน้มการลดลงของประชากรวัยเด็ก เป็นผลมาจากอัตราการเกิดที่ลดลง ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพของคนแต่ละช่วงวัยไม่สามารถพัฒนาและยกระดับได้เต็มศักยภาพและความเหมาะสม กระทบต่อการบริหารองค์กรภาครัฐที่ไม่เกิดความคุ้มค่าและให้บริการได้อย่างทั่วถึง จึงสมควรที่จะมีแนวทางการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนดังกล่าวให้สามารถบริหารการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ

          นายสกลธี กล่าวว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนต่ำกว่า 100 คนและมีปัญหาในการบริหารจัดการจริง โดยโรงเรียนวัดนาคกลาง เขตบางกอกใหญ่ เป็นโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนน้อยที่สุด คือ 12 คน ทั้งนี้จะได้มอบหมายให้สำนักการศึกษา กทม. เร่งพิจารณาหาความเหมาะสมในการควบรวมโรงเรียน โดยคำนึงถึงผู้ปกครองที่อาจได้รับผลกระทบในการเดินทางไปส่งด้วย อย่างไรก็ดี สำนักการศึกษาได้เตรียมแผนพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กให้มีความพร้อมในปี 64 เพื่อให้ผู้เรียนได้นำความรู้ไปใช้ได้มากขึ้น โดยคำนึงถึงบริบทและสภาพแวดล้อมของโรงเรียนเป็นสำคัญ รวมถึงการรวมวิชาเรียนในกลุ่มวิชาชีพเพื่อลดภาระให้กับครูผู้สอน การพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพเพื่อให้นักเรียนมีศักยภาพพร้อมในการทำงานในอนาคต และการส่งเสริมความเข้มแข็งเครือข่ายครู ผู้ปกครอง เพื่อให้โรงเรียนสามารถบริหารจัดการและพัฒนาได้อย่างประสิทธิภาพต่อไป


          นอกจากนี้ ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร มีมติเห็นชอบตั้งคณะกรรมการวิสามัญก่อนให้ความเห็นชอบ ญัตติขอความเห็นชอบเพิ่มวงเงินงบประมาณโครงการจ้างเหมาเอกชนขนมูลฝอยจากศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขมและนำไปฝังกลบอย่างถูกหลักสุขาภิบาล ตามที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเสนอ โดยมีมติตั้งคณะกรรมการวิสามัญฯ 16 ท่าน กำหนดระยะเวลาพิจารณา 30 วัน

 

อัลบั้มภาพ