สภา กทม. เตรียมเสนอตั้ง คกก.วิสามัญ ร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาการก่อสร้างเขื่อนคลองลาดพร้าว

เผยแพร่โดย : นิกรณ์ สมศรี | 9 ตุลาคม 2562 | จำนวนเข้าชม 59 ครั้ง

          (9 ต.ค.62) เวลา 10.00 น. นายกิตติ บุศยพลางกูร รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 1 เป็นประธานการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สี่ (ครั้งที่ 2) ประจำปีพุทธศักราช 2562 โดยมี สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร

           ในที่ประชุม นายภาส ภาสสัทธา สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ได้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้กรุงเทพมหานครเร่งรัดการก่อสร้างเขื่อนคลองลาดพร้าวให้เป็นไปตามแผนงานโครงการ เนื่องจากกรุงเทพมหานครได้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อน ค.ส.ล. และประตูระบายน้ำคลองลาดพร้าว คลองบางบัว คลองถนน คลองสอง และคลองบางซื่อ จากบริเวณเขื่อนเดิมอุโมงค์ยักษ์พระรามเก้า-รามคำแหง ไปทางประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้ ความยาว 22-65 กิโลเมตร รวมทั้งก่อสร้างเขื่อนสองฝั่งคลองเป็นระยะทาง 45.30 กิโลเมตร ครอบคลุม 8 เขต โดยได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล 1,645 ล้านบาท ซึ่งกรุงเทพมหานครได้มีการลงนามสัญญาจ้าง บริษัท ริเวอร์ เอนจิเนียริ่ง จำกัด เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 59 สิ้นสุดสัญญาเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 62 และสำนักการระบายอยู่ระหว่างการขอขยายสัญญาในการก่อสร้างออกไปอีก 300 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือน เม.ย. 63 ปัจจุบันมีการส่งมอบพื้นที่แล้ว 26,008 เมตร แต่ผู้รับจ้างไม่เข้ามาทำงานให้แล้วเสร็จในส่วนที่เป็นพื้นที่ที่มีการส่งมอบ และมีพื้นที่ที่ยังไม่ได้ส่งมอบ 19,292 เมตร เนื่องจากมีบ้านเรือนประชาชนรุกล้ำอีก จำนวน 502 หลัง ทำให้การก่อสร้างเขื่อนคลองลาดพร้าวเป็นไปอย่างล่าช้าไม่เป็นไปตามสัญญา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร จึงขอให้กรุงเทพมหานครเร่งรัดการก่อสร้างเขื่อนคลองลาดพร้าวให้เป็นไปตามแผนงานโครงการ

 

          ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวกรุงเทพมหานครไม่ได้นิ่งนอนใจ คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานครได้ลงพื้นที่อย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง ปัจจัยใหญ่ๆ มี 2 ส่วน คือ กรุงเทพมหานคร องค์กรที่เกี่ยวข้อง คือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ผู้รับผิดชอบการก่อสร้างบ้านมั่นคง และบริษัทผู้รับเหมาที่กล่าวอ้างว่าบริษัทขาดทุนและขอเพิ่มค่าใช้จ่ายแต่กรุงเทพมหานครไม่สามารถเพิ่มให้ได้ ในส่วนเงินสนับสนุนที่กรุงเทพมหานครได้รับมาได้นำไปใช้จ่ายในการขนย้าย รื้อถอนให้กับผู้บุกรุก ทั้งนี้ขอความสนับสนุนจากสภากรุงเทพมหานครตั้งคณะทำงานเพื่อร่วมกับฝ่ายบริหารในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งในอนาคตอาจมีปัญหาในลักษณะเดียวกันในพื้นที่อื่นด้วย

          นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ที่ผ่านมาสภากรุงเทพมหานครได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อศึกษาและรวบรวมการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในส่วนที่กรุงเทพมหานครรับผิดชอบ แต่ในประเด็นนี้ยังไม่มีการติดตามผลการดำเนินการ จึงเห็นว่าในการประชุมครั้งต่อไปอาจมีการพิจารณาเสนอตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อศึกษาประเด็นดังกล่าวต่อไป

 

ตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาการจัดบริการขนส่งมวลชนแก่ผู้พิการ

          จากนั้น นายภาส ได้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภากรุงเทพมหานครตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาการจัดบริการด้านขนส่งมวลชนให้แก่ผู้พิการและผู้สูงอายุที่ใช้รถเข็น เนื่องจากกรุงเทพมหานครได้รับงบประมาณโครงการรถบริการสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุที่ใช้รถเข็น ระยะเวลาการดำเนินการ 5 ปี (2559-2563) วงเงินทั้งโครงการ 138.92 ล้านบาท เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมการเดินทางของผู้พิการและผู้สูงอายุที่ใช้รถเข็นให้เกิดความเท่าเทียมกันกับบุคคลทั่วไป โดยกรุงเทพมหานครได้มอบหมายให้ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด เป็นผู้บริหารจัดการโครงการ ปัจจุบันมีรถให้บริการ จำนวน 30 คัน ให้บริการทุกวันโดยไม่เว้นวันหยุดราชการ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งศูนย์บริการกระจายรถมีจำนวน 3 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์หนองแขม ศูนย์รามคำแหง 40 และศูนย์พระราม 3 อย่างไรก็ตามที่ผ่านมากรุงเทพมหานครและสภากรุงเทพมหานครไม่ได้รับทราบผลการปฏิบัติงานและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ชัดเจน รวมถึงการให้บริการดังกล่าวยังไม่ทั่วถึงและครอบคุลมพื้นที่ ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการในด้านการบริการสาธารณะเกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน และมีความโปร่งใส ตลอดจนการให้บริการสาธารณะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ จึงขอให้สภากรุงเทพมหานคร ตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาการจัดบริการด้านการขนส่งมวลชนให้แก่ผู้พิการและผู้สูงอายุที่ใช้รถเข็น ทั้งนี้ที่ประชุมมีมติเห็นเห็นชอบกับญัตติดังกล่าว และแต่งตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาการจัดบริการด้านขนส่งมวลชนให้แก่ผู้พิการและผู้สูงอายุที่ใช้รถเข็น จำนวน 14 ท่าน กำหนดการพิจารณาศึกษา จำนวน 120 วัน

 

คณะกรรมการวิสามัญศึกษาการแก้ปัญหาฝุ่นฯ กำหนดพิจารณาภายใน 150 วัน

         นายพรเทพ ศิริวนารังสรรค์ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภากรุงเทพมหานครตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษและควบคุมฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตามที่กรมควบคุมมลพิษได้รายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 62 และพบว่ามีพื้นที่ที่มีปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ระหว่าง 37-67 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดให้ไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จำนวน 15 พื้นที่ ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน ทั้งนี้รัฐบาลได้กำหนดให้เรื่องฝุ่นละอองเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่กรุงเทพมหานครจะต้องมีการดำเนินงานบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในการควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด จึงขอให้สภากรุงเทพมหานครตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษและควบคุมฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งที่ประชุมสภากรุงเทพมหานครมีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษและควบคุมฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพมหานครจำนวน 17 คน กำหนดพิจารณาศึกษา 150 วัน

 

 

อัลบั้มภาพ