ส่วนสมาชิก
ลงทะเบียน
แปลภาษา
pr_bangkok: สำนักงานเขตมีนบุรีรับสมัครครูสอนภาษาจีน 2 อัตรา ยื่นใบสมัครที่ฝ่ายการศึกษา เขตมีนบุรี บัดนี้-25 พ.ค. หรือโทร.0 2540 7172 ในวันเวลาราชการ
17 hours ago from web
pr_bangkok: สำนักการแพทย์กทม.รับจนท.ช่วยปฏิบัติราชการตำแหน่งนักสถิติ/บริหารงานทั่วไป/วิเคราะห์นโยบายและแผน อย่างละ1อัตรา รับสมัครถึง11มิ.ย.โทร.022207534
17 hours ago from web
pr_bangkok: กทม.ประสานกฟน.ซ่อมไฟฟ้าส่องสว่างในที่สาธารณะ3,995ดวง ซึ่งคืบหน้าแล้ว75%เหลืออีก1,183ดวง มีกำหนดให้แล้วเสร็จภายใน7วัน
17 hours ago from web
powered by TweetXT!
สถิติการฆ่าตัวตายของคนไทย
สาระสำคัญ
นพ. อภิชัย มงคล อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวใน การสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง ‘การป้องกันการฆ่าตัวตายในหลากสังคมหลายวัฒนธรรม (รักตัวเองบ้าง...นะ) ว่า จากข้อมูลที่กรมสุขภาพจิตเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลฆ่าตัวตายของคนไทยตั้งแต่ปี 2540 - 2553 พบหลังจากจัดทำโครงการป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตายตั้งแต่ปี 2542 อัตราการฆ่าตัวตายของคนไทยลดลงจาก 5,700 ราย/ปี หรือคิดเป็น 8 คน/แสนประชากร เหลือเพียง 3,761 ราย/ปี คิดเป็น 5.9 คน/แสนประชากร หรือเฉลี่ย 10 ราย/วัน ในปี 2553 โดยเพศชายมีอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 9.29 /แสนประชากร สูงกว่าเพศหญิงที่มีอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 2.62/แสนประชากร เมื่อจำแนกตามช่วงอายุในกลุ่มเพศชาย พบกลุ่มอายุ 80 - 84 ปี มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุด อยู่ที่ 10.73 /แสนประชากร รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 75 - 79 ปี และกลุ่มอายุ 70 - 74 ปี ตามลำดับ
พื้นที่ที่มีการฆ่าตัวตายมากที่สุด คือ ภาคเหนือ โดย 5 จังหวัดแรกที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุด คือ จ.ลำพูน, เชียงราย, แม่ฮ่องสอน, น่าน และ จ.เชียงใหม่ อยู่ที่ 20.02, 15.63, 14.45, 13.03 และ 12.47 /แสนประชากร ตามลำดับ วิธีการฆ่าตัวตายสำเร็จมากที่สุด ได้แก่ การแขวนคอ/รัดคอ ร้อยละ 66.42 รองลงมา คือ พิษจากยาฆ่าศัตรูพืชและสัตว์ ร้อยละ 19.81 พิษจากยา ตัวยา และสารชีวภาพอื่น ร้อยละ 4.28 สารเคมีและสารพิษ ร้อยละ 3.67 กระสุนปืนร้อยละ 3.11
ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) และสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตาย ประเทศสหรัฐอเมริกา กำหนดให้วันที่ 10 กันยายนของทุกปี เป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก ซึ่งในปี 2554 กำหนดให้รณรงค์ภายใต้แนวคิด ‘การป้องกันการฆ่าตัวตายในหลากสังคมหลายวัฒนธรรม’ โดยปีนี้กรมสุขภาพจิตจะจัดกิจกรรม รณรงค์ในวันที่ 8 กันยายน ภายใต้แนวคิด ‘รักตัวเองบ้าง...นะ’ ที่เซ็นทรัล เวิลด์ พลาซา พร้อม เปิดตัวแบบคัดกรอง ผู้มีความเสี่ยงฆ่าตัวตายสำหรับประชาชนทั่วไป (SU 9) เพื่อให้ประชาชนทั่วไปนำไปใช้คัดกรองบุคคลคนใกล้ชิด ซึ่งเป็นการตั้งคำถาม 9 ข้อในการประเมินความเสี่ยงการฆ่าตัวตาย อาทิ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เคยดื่มสุรา เพื่อลดความทุกข์หรือไม่, ในรอบ 1 เดือน เคยสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รัก หรือคนรัก, ทุกข์ทรมานจากโรค หรือเคยเขียนจดหมายสั่งลา เพื่อให้คนใกล้ชิดทราบถึงความคิดฆ่าตัวตายหรือไม่ เป็นต้น (ไทยโพสต์, โลกวันนี้, มติชน, ไทยรัฐ, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน, บ้านเมือง, สำนักข่าวแห่งชาติ, คม ชัด ลึก, กรุงเทพธุรกิจ, โพสต์ทูเดย์)
ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ
นพ. อภิชัย มงคล อธิบดีกรมสุขภาพจิต สธ. ระบุจากการศึกษาข้อมูลการฆ่าตัวตาย ในจังหวัดที่เป็นปัญหา โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน พบ ปัจจัยที่เป็นสาเหตุการฆ่าตัวตายของคนในภาคเหนือ เกิดจากวัฒนธรรมที่มีส่วนในการตัดสินใจ เนื่องจากคนในภาคเหนือตอนบนมีวัฒนธรรมการรักษาหน้าอย่างรุนแรง การเสียหน้าถือเป็นเรื่องที่รุนแรงมาก เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น จึงไม่ต้องการปรึกษาใคร ซึ่งคนในภาคอื่นไม่มีวัฒนธรรมเช่นนี้ ประกอบกับ คนในภาคเหนือไม่มีพื้นที่พูดคุยเหมือนกับคนในภาคอื่นๆ จึงทำให้ไม่มีพื้นที่ในการระบายออก ขณะที่คนในภาคอื่น มีพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความเห็น เช่น ร้านน้ำชา ร้านขายซาลาเปาในตอนเช้า ฯลฯ ใช้เป็นที่พบปะพูดคุย ซึ่งในทางสุขภาพจิตถือว่าการปรึกษากับผู้อื่นเป็นสิ่งสำคัญมาก
สำหรับ สาเหตุของการฆ่าตัวตายในกลุ่มสูงอายุที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้สูงอายุคิดว่าไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ไปทำไม ไม่มีเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ ประกอบกับไม่มีญาติ หรือบุตรหลานดูแล และไม่ต้องการอยู่คนเดียว เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย จึงส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจได้ง่ายๆ อีกทั้งปัจจุบันมีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ไทยโพสต์, โลกวันนี้, มติชน, ไทยรัฐ, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน, บ้านเมือง, สำนักข่าวแห่งชาติ, คม ชัด ลึก, กรุงเทพธุรกิจ, โพสต์ทูเดย์)
ดร. ฮันส์ อูลริช วิตต์เชน ผอ.สถาบันจิตวิทยาและจิตบำบัดประจำมหาวิทยาลัยเดรสเด็น แห่งเยอรมนี รายงานผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ลงในวารสารของสมาคมเภสัชวิทยาทางจิตและประสาท (ENCP) ระบุ ชาวยุโรปมีอาการป่วยทางจิตและระบบประสาท ทั้งความเครียด กังวล นอนไม่หลับ และจิตเสื่อมเพิ่มขึ้นราว 165 ล้านคน/ปี หรือร้อยละ 38 ของประชากรในยุโรปทั้งสิ้น 214 ล้านคน ใน 30 ประเทศ ได้แก่ สมาชิกสหภาพยุโรป (EU) 27 ประเทศ รวมถึงสวิตเซอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ และนอร์เวย์ แต่กลับพบผู้มีอาการทางจิตในยุโรปที่ได้รับการบำบัด หรือรักษาทางการแพทย์มีประมาณ 3 ใน 4 ของผู้ป่วยทั้งหมดเท่านั้น ทั้งที่ความผิดปกติทางจิตได้กลายเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่อันตรายที่สุดแห่งศตวรรษที่ 21
ทั้งนี้ ผลการสำรวจครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2548 ระบุ รัฐบาลกลุ่มประเทศยุโรปต้องรับภาระ ค่ารักษาโรคที่เกี่ยวกับอาการป่วยทางจิตเป็นเงินสูงกว่า 386,000 ล้านยูโร (ประมาณ 162 ล้านล้านบาท) เป็นสาเหตุให้กระทบต่อภาคเศรษฐกิจ ขณะที่ผู้ป่วยทางจิตกลายเป็นภาระของสังคม เพราะอาการทางจิตส่งผลกระทบอย่างหนักต่อประสิทธิภาพในการทำงานและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (ไทยรัฐ)
องค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการณ์ในแต่ละปีจะมีคน 1 ล้านคน เสียชีวิต ด้วยการฆ่าตัวตายและคาดการณ์ในปี 2563 จะมีคนเสียชีวิตด้วยปัญหานี้ประมาณ 1.53 ล้านคน ขณะที่สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตาย สหรัฐอเมริกา ประมาณอัตราส่วนของผู้ที่พยายามทำร้ายตัวเอง แต่ไม่สำเร็จ มีสูงกว่าผู้ที่ทำสำเร็จถึง 25 เท่า ส่งผลกระทบถึงครอบครัวและผู้คนรอบข้างอีกประมาณ 10 - 20 ล้านคน ในแต่ละปี
นอกจากนี้ ผลประเมินสถานการณ์ด้านสุขภาพประจำปี 2554 ของ WHO ยังระบุ ภายในปี 2563 ภาวะเครียดจัดจะกลายเป็นอาการป่วยที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนทุกเพศทุกวัยมากเป็นอันดับ 2 ของโลก(ไทยรัฐ)
ข้อเสนอแนะ
นพ. อภิชัย มงคล อธิบดีกรมสุขภาพจิต สธ. กล่าวว่า สิ่งที่กรมสุขภาพจิตค้นพบและเห็นควรเร่งดำเนินการแก้ปัญหา คือ อัตราการฆ่าตัวตายในกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ในอัตราสูงที่สุด ซึ่งมีสาเหตุจากผู้สูงอายุเกิดความรู้สึกว้าเหว่ ไม่มีเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่มีญาติมาเยี่ยมเยือน หรือไม่มีบุตรหลานมาเอาใจใส่ดูแล
ดังนั้น จึงจำเป็นที่บุตรหลาน หรือบุคคลคนใกล้ชิดจะต้องทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกถึงความสำคัญ ในการมีชีวิตอยู่ รวมทั้งควรไปเยี่ยมผู้สูงอายุให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น และไม่ปล่อยให้อยู่คนเดียว (ไทยโพสต์, โลกวันนี้, มติชน, ไทยรัฐ, เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน, บ้านเมือง, สำนักข่าวแห่งชาติ, คม ชัด ลึก, กรุงเทพธุรกิจ, โพสต์ทูเดย์)
------------------ ธนัตถ์ชวนันทน์ (วิเคราะห์ข่าว)
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|












