ส่วนสมาชิก
ลงทะเบียน
แปลภาษา
pr_bangkok: สำนักงานเขตมีนบุรีรับสมัครครูสอนภาษาจีน 2 อัตรา ยื่นใบสมัครที่ฝ่ายการศึกษา เขตมีนบุรี บัดนี้-25 พ.ค. หรือโทร.0 2540 7172 ในวันเวลาราชการ
17 hours ago from web
pr_bangkok: สำนักการแพทย์กทม.รับจนท.ช่วยปฏิบัติราชการตำแหน่งนักสถิติ/บริหารงานทั่วไป/วิเคราะห์นโยบายและแผน อย่างละ1อัตรา รับสมัครถึง11มิ.ย.โทร.022207534
17 hours ago from web
pr_bangkok: กทม.ประสานกฟน.ซ่อมไฟฟ้าส่องสว่างในที่สาธารณะ3,995ดวง ซึ่งคืบหน้าแล้ว75%เหลืออีก1,183ดวง มีกำหนดให้แล้วเสร็จภายใน7วัน
17 hours ago from web
powered by TweetXT!
แนวทางการบริหารจัดการน้ำและโครงการสำรวจหาผู้ป่วยวัณโรค เชิงรุก
กองประชาสัมพันธ์ ได้วิเคราะห์สถานการณ์ข่าว บทความ บทวิจารณ์ และคอลัมน์ต่าง ๆ จากหนังสือพิมพ์รายวัน ประจำวันที่ 1 กันยายน 2554 ปรากฏว่าการนำเสนอข่าวและการแสดงความคิดเห็น ของสื่อมวลชนและคอลัมนิสต์ให้ความสำคัญกับ แนวทางการบริหารจัดการน้ำและโครงการสำรวจหาผู้ป่วยวัณโรค เชิงรุก โดยสรุปสาระสำคัญ ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวได้ ดังนี้
แนวทางการบริหารจัดการน้ำ
สาระสำคัญ
นาย นิวัติชัย คัมภีร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ในการประชุมศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศอส.) วันที่ 3 กันยายนนี้ กรมทรัพยากรน้ำเตรียมเสนอแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 25 ลุ่มน้ำต่อรัฐบาล โดยเน้นการบริหารจัดการทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และน้ำเสียอย่างเป็น ระบบตั้งแต่ต้นน้ำ - ปลายน้ำ ในลักษณะของ 6 กลุ่มลุ่มน้ำ ตามรายภาคของประเทศ และระดับลุ่มน้ำทั้ง 25 ลุ่มน้ำที่อยู่ภายใต้แนวทางการจัดหาน้ำสำหรับรองรับการเพิ่มขึ้นของประชากรในอีก 20 ปีข้างหน้า ที่คาดจะเพิ่มเป็น 72 - 80 ล้านคน ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร 60 ล้านไร่ และต้องมีปริมาณน้ำรองรับ 86,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากเดิมที่ใช้อยู่ราว 40,000 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น
สำหรับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ (1) การพัฒนา อย่างยั่งยืน เช่น การเพิ่มพื้นป่าไม้ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ รวมทั้งการวางแนวทางบริหารจัดการที่ดินและการผังเมือง การป้องกันการรุกล้ำทางน้ำ เขื่อนขนาดกลาง - ขนาดใหญ่เพื่อเก็บกักน้ำหลาก และการจัดทำระบบเตือนภัย (2) ยุทธศาสตร์เชิงรุก ประกอบด้วย ระบบโครงข่ายน้ำ การพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ จากท้ายเขื่อน และในแม่น้ำโขง และ (3) ยุทธศาสตร์ด้านการปรับเปลี่ยนหน่วยงานด้านน้ำที่มีมากกว่า 10 องค์กร สำหรับพื้นที่เร่งด่วนยังเน้นกลุ่มลุ่มน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยแผนพัฒนาจะครอบคลุมลุ่มน้ำโขง ลุ่มน้ำชี และลุ่มน้ำมูล ขณะที่กลุ่มลุ่มน้ำภาคเหนือและภาคกลางจะเน้นการป้องกันน้ำท่วมและดินถล่ม โดยครอบคลุมลุ่มน้ำกก ปิง วัง ยม น่าน ป่าสัก ท่าจีน และแม่น้ำเจ้าพระยา(มติชน, กรุงเทพธุรกิจ)
นาย ฉัตรป้อง ฉัตรภูติ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะ รผอ.ศอส. กล่าวว่า สถานการณ์น้ำล้นตลิ่งในลุ่มน้ำต่างๆ ที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ ลุ่มน้ำยม อ.โพทะเล อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร, ลุ่มน้ำน่าน อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร และ อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์, ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำใน จ.สิงห์บุรี และ จ.อ่างทอง ขณะที่ น้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่งผลให้ จ.หนองคาย จ.บึงกาฬ และจังหวัดใกล้เคียง ได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขงช้าลง
ส่วนพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน พื้นดินในหลายพื้นที่ อยู่ในสภาพชุ่มน้ำ และยังมีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้พื้นที่เสี่ยงภัยใน อ.วังทอง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก, อ.หล่มสัก อ.หล่มเก่า อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ และ อ.ด่านซ้าย อ.วังสะพุง อ.ภูเรือ จ.เลย มีความเสี่ยงจะเกิด ดินถล่ม และน้ำป่าไหลหลากใน 1-2 วันนี้ จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวเฝ้าระวังสถานการณ์และ เตรียมพร้อมอพยพหนีภัยทันทีที่มีการแจ้งเตือน (มติชน, ไทยรัฐ, เดลินิวส์, ข่าวสด, แนวหน้า, ไทยโพสต์, พิมพ์ไทย)
นาย วิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ได้รับหนังสือจากนาย วีระ วงศ์แสงนาค รองอธิบดีกรมชลประทาน ระบุกรมชลประทานคาดการณ์ในช่วง 1 - 2 สัปดาห์นี้ ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจะอยู่ในเกณฑ์ 2,200 - 2,400 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับน้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 10 เซนติเมตร (ซม.)/วัน และจะสูงสุดไม่เกิน 70 ซม . จึงสั่งการเร่งด่วนไปยังสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ประชาสัมพันธ์จังหวัด ที่ทำการปกครองจังหวัด ท้องถิ่นจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาดำเนินการป้องกันและเสริมกระสอบทรายพื้นที่ลุ่มต่ำ พร้อมขนย้ายสิ่งของมีค่าขึ้นบนที่สูง หรือที่ปลอดภัยจากน้ำท่วม และระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด(ไทยรัฐ)
นาย ไมตรี ปิตินานนท์ ผอ.โครงการชลประทาน จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ทุ่งนา ใน อ.เสนา โดยเฉพาะพื้นที่ ต.บ้านแพน และเขตติดต่อที่ชาวนาอยู่ระหว่างเร่งเกี่ยวข้าวเป็นพื้นที่แก้มลิง ตามธรรมชาติอย่างดี ทุกปีน้ำเหนือหลากจะไหลเข้าทุ่ง นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่แก้มลิงที่เป็นทุ่งนาอีกหลายแห่งกระจายใน อ.บางบาล อ.เสนา และ อ.ผักไห่ ซึ่งจะสามารถแบกรับปริมาณน้ำเหนือหลากได้(ไทยรัฐ, ข่าวสด)
นาย สัญญา ชีนิมิตร ผอ.สำนักการระบายน้ำ กทม. กล่าวว่า กรมชลประทานได้ปล่อย น้ำเหนือจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนพระราม 6 ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ที่ 2,531 ลบ.ม./วินาที มีระดับน้ำสูงที่ประมาณ 1.62 เมตร ขณะที่ปริมาณน้ำที่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา อยู่ที่ 2,155 ลบ.ม./วินาที กทม.จึงได้จัดเตรียมอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่ประจำประตูระบายน้ำประมาณ 200 จุด และจัดเจ้าหน้าที่ จากหน่วยเบสท์อีกราว 700 นาย ในการรับมือสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่ออำนวยความสะดวก และช่วยเหลือประชาชนหากเกิดเหตุน้ำท่วม
นอกจากนี้ กทม.จะเฝ้าระวังติดตามชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำ จำนวน 13 เขต 27 ชุมชน รวมประมาณ 1,200 ครัวเรือนอย่างใกล้ชิด หากเกิดเหตุน้ำท่วมอย่างรุนแรง กทม.ได้จัดเตรียมพื้นที่ไว้สำหรับอพยพแล้ว โดยใช้พื้นที่ของโรงเรียนในสังกัด กทม. ในบริเวณใกล้เคียงเพื่อรองรับประชาชน ซึ่งจะเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด(คม ชัด ลึก, สำนักข่าวไทย, พิมพ์ไทย)
ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ
นาย ฉัตรป้อง ฉัตรภูติ รองอธิบดี ปภ. ในฐานะ รผอ.ศอส. กล่าวว่า ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 11 จังหวัด รวม 56 อำเภอ 392 ตำบล 2,266 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับเดือดร้อน 116,060 ครัวเรือน 340,564 คน ได้แก่ สุโขทัย, พิจิตร, พิษณุโลก, นครสวรรค์, พระนครศรีอยุธยา, อ่างทอง, ชัยนาท, อุบลราชธานี, พังงา, ระนอง และ จ.สุราษฎร์ธานี มี ผู้เสียชีวิต 55 ราย ผู้สูญหาย 1 คน มีพื้นที่การเกษตรที่คาดจะได้รับความเสียหาย 3,370,446 ไร่ พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์ 45,931 ไร่ ปศุสัตว์ได้รับผลกระทบ 2,096,219 ตัว(มติชน, ไทยรัฐ, เดลินิวส์, ข่าวสด, แนวหน้า, ไทยโพสต์, พิมพ์ไทย)
นาย นิวัติชัย คัมภีร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ทส. กล่าวว่า โครงการบางระกำโมเดล เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ซึ่งมีข้อเสนอให้ทำทางด่วนน้ำพิเศษ (วอเตอร์เวย์) โดยผันน้ำยมที่ จ.สุโขทัย ลงสู่แม่น้ำน่าน ที่ จ.อุตรดิตถ์ ให้น้ำไหลได้อย่างมีประสิทธิภาพอาจเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากแม้จะเป็นการ
/ตัดน้ำอ้อมออกมา แต่สุดท้ายน้ำจะมารวมอยู่ที่ อ.บางระกำ และอาจสร้างปัญหาให้พื้นที่อื่นๆ บริเวณตอนล่าง ที่ต้องประสบปัญหาน้ำท่วมแทน โดยเสนอให้ใช้วิธีการเช่าพื้นที่ อ.บางระกำ ให้เป็นที่พักน้ำนอง ปีละ 5 - 6 เดือน โดยรัฐต้องจ่ายเงินค่าชดเชยส่วนนี้ (มติชน, กรุงเทพธุรกิจ)
ข้อเสนอแนะ
นาย ฉัตรป้อง ฉัตรภูติ รองอธิบดี ปภ. ในฐานะ รผอ.ศอส. กล่าวว่า จากการประสานข้อมูลกับกรมชลประทานพบในระยะ 3 - 4 วันข้างหน้า ปริมาณน้ำที่ จ.นครสวรรค์จะอยู่ในเกณฑ์สูง 2,900 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้พื้นที่ลุ่มบริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่บริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในเขต จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยา มีระดับน้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 50 - 70 ซม. จึงขอเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณริมสองฝั่งแม่น้ำในพื้นที่ดังกล่าวเตรียมการป้องกันภาวะน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะเกษตรกรให้เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนวันที่ 10 กันยายนนี้ เพื่อป้องกันพืชผลการเกษตรได้รับความเสียหาย (มติชน, ไทยรัฐ, เดลินิวส์, ข่าวสด, แนวหน้า, ไทยโพสต์, พิมพ์ไทย)
นาย ไมตรี ปิตินานนท์ ผอ.โครงการชลประทาน จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ขณะนี้ เขื่อนเจ้าพระยามีการระบายน้ำเพิ่มขึ้นถึง 2,149 ลบ.ม./วินาที และมีแนวโน้มมากขึ้นอีกในช่วง 1 สัปดาห์จากนี้ เนื่องจากน้ำจากภาคเหนือโดยเฉพาะท้ายเขื่อนสิริกิติ์ เริ่มมาถึง จ.อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยาแล้ว จึงขอให้ประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมอยู่แล้วเตรียมรับมือน้ำระลอกใหญ่อีกครั้ง(ไทยรัฐ, ข่าวสด)
การแก้ปัญหาน้ำท่วมจะดำเนินการเฉพาะจุดไม่ได้ เพราะปัญหาเกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศ ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชนทั้งประเทศอย่างเท่าเทียมกันในทุกพื้นที่ ขณะที่การบริหารจัดการน้ำ ต้องดำเนินการแก้ไขอย่างครบวงจรทั้งการป้องกันน้ำท่วม และการแก้ปัญหาน้ำแล้ง
ส่วนข้อเสนอที่เหมาะสมของหน่วยงานราชการที่ศึกษามาก่อนหน้า หากสิ่งใดมีประโยชน์ ควรนำมาเดินหน้าต่อโดยพิจารณาอย่างรวดเร็ว และรอบคอบ เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยคำนึงถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน การวางแนวทางบริหารจัดการที่ดิน และการผังเมือง การป้องกันการรุกล้ำทางน้ำ รวมทั้งการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง เพื่อเก็บกัก น้ำหลาก และการจัดทำระบบเตือนภัย ตลอดจนโครงการป้องกันน้ำท่วมในเขตเมืองเศรษฐกิจ (บทบรรณาธิการ – กรุงเทพธุรกิจ)
โครงการสำรวจหาผู้ป่วยวัณโรคเชิงรุก
สาระสำคัญ
1. นพ. มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า กรมควบคุมโรคกำหนดจัดโครงการสำรวจความชุกของวัณโรคระดับชาติในประเทศไทย ครั้งที่ 5 โดยใช้รถเอกซเรย์เคลื่อนที่ทั้งหมด 4 คัน เพื่อสำรวจหาผู้ป่วยวัณโรคแบบเชิงรุกในกลุ่มประชากรตัวอย่างประมาณ 90,000 คน แบ่งเป็น 100 พื้นที่ ใน 25 จังหวัด รวมทั้งพื้นที่กรุงเทพฯ โดยปี 2554 - 2555 จะเริ่มดำเนินการสำรวจในเดือนธันวาคม และเน้นทำงานเชิงรุกมากขึ้น จากเดิมที่ใช้วิธีรวบรวมข้อมูลจาก ส่วนภูมิภาคมายังส่วนกลาง ซึ่งวิธีนี้จะเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการประเมินผลกระทบของการควบคุมโรค โดยเฉพาะในด้านการลดโรค(ไทยโพสต์, มติชน, เดลินิวส์, สำนักข่าวแห่งชาติ)
2. พญ. ศรีประพา เนตรนิยม ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค สธ. กล่าวว่า โครงการนี้จะดำเนินการตรวจหาวัณโรคในผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปใน 25 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ, นนทบุรี, ปทุมธานี, ชัยนาท, ลพบุรี, ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา, กาญจนบุรี, สมุทรสงคราม, นครราชสีมา, สุรินทร์, อุดรธานี, เลย, อุบลราชธานี, นครพนม, นครสวรรค์, พิจิตร, สุโขทัย, เพชรบูรณ์, เชียงใหม่, พะเยา, นครศรีธรรมราช, กระบี่, สงขลา และ จ.ตรัง (เดลินิวส์)
ปัญหาอุปสรรค/ผลกระทบ
นพ. มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค สธ. ระบุ จากรายงานขององค์การอนามัยโลก ( WHO ) ในปี 2553 พบประเทศไทยเป็น 1 ใน 22 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรคมากที่สุดของโลก โดยคาดการณ์ประเทศไทย มีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ทุกประเภทประมาณ 92,300 ราย/ปี ในจำนวนนี้ราว 44,400 ราย เป็นผู้ป่วยที่เสมหะพบเชื้อวัณโรคและมีผู้เสียชีวิต 12,000 ราย/ปี ขณะที่รายงานของสำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค สธ. พบจำนวนผู้ป่วยวัณโรคทุกประเภทที่ขึ้นทะเบียนรักษาในปี 2553 มีจำนวน 62,000 ราย ในจำนวนนี้ เป็นวัณโรคเสมหะพบเชื้อที่สามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้จำนวน 32,800 ราย แสดงว่ายังมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่ง ไม่มีโอกาสเข้าถึงการรักษา หรือได้รับบริการแล้ว แต่ยังไม่เข้าสู่ระบบที่เป็นมาตรฐานอีกประมาณ 30,000 ราย ทั่วประเทศ(ไทยโพสต์, มติชน, เดลินิวส์, สำนักข่าวแห่งชาติ)
ข้อเสนอแนะ
นพ. มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค สธ. กล่าวว่า ประชาชนในพื้นที่สำรวจครั้งนี้จะได้รับประโยชน์โดยตรง คือ (1) ได้รับการตรวจเอกซเรย์ปอดโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และทราบผล ภายใน 30 นาที (2) ได้รับความรู้เรื่องวัณโรคและการป้องกัน รวมถึงสามารถสังเกตอาการที่น่าสงสัย (3) หากพบว่าเป็นวัณโรคจะได้รับโอกาสเข้าถึงการรักษาให้หายขาด และ (4) ช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคในชุมชน ทั้งนี้ การดำเนินโครงการดังกล่าวจะทำให้ทราบสถานการณ์วัณโรคที่แท้จริงของประเทศ และสามารถเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเดียวกันได้ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหาวัณโรคของประเทศต่อไป (ไทยโพสต์, มติชน, เดลินิวส์, สำนักข่าวแห่งชาติ)
------------------ ธนัตถ์ชวนันทน์ (วิเคราะห์ข่าว))
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|












